Category Archives: ข่าวบอล

เป๊ป รับ คงไม่เสริมทัพมกราคมนี้

Published by:

เป๊ป รับ คงไม่เสริมทัพมกราคมนี้

ผู้จัดการทีมชาว สเปน นั้นออกมายืนยันว่า คงไม่มีการเสริมทัพเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในตลาดนักเตะที่จะถึงนี้

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกมาเปิดเผยว่า เขาคงไม่คิดที่จะเสริมทัพอย่างแน่นอน ในตลาดเดือนมกราคมนี้ แม้ว่าผลงานของทีม ยังไม่ดีนักก็ตาม

ซิตี้ รั้งอยู่ในอันดับที่ 14 ของตาราง หลังจากลงเล่นไปแล้ว 8 เกมด้วยกัน ซึ่งเป็นผลงานที่ย่ำแย่อย่างมาก และตามหลังจ่าฝูงอย่าง สเปอร์ ไปแล้วถึง 8 แต้มด้วยกัน “คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ตอนนี้เรามีทีมที่ยอดเยี่ยมมากๆอยู่แล้ว และทีมที่เรามีตอนนี้ มันพร้อมที่จะคว้าแชมป์ได้ทุกรายการเช่นกัน” กวาร์ดิโอล่า กล่าว

“ดังนั้นทำไมเราจะต้องเสริมทัพในเดือนมกราคมนี้ด้วย ในเมื่อทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว เราอาจจะมีผลงานที่ไม่ดีนักก็จริง แต่เราต้องแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้ แต่ทางออกมันไม่ใช่การซื้อนักเตะในหน้าหนาวอย่างแน่นอน”

ไวล์เดอร์ ลั่น ไม่กลัวโดนปลดเพราะรอดมานานกว่า 20 ปี

Published by:

ไวล์เดอร์ ลั่น ไม่กลัวโดนปลดเพราะรอดมานานกว่า 20 ปี

คริส ไวลเดอร์ นายใหญ่ของทีม “ดาบคู่” เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด กล่าวว่าเขาไม่กลัวที่จะถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีม หลังพาทีมออกสตาร์ทฤดูกาลได้อย่างย่ำแย่มากๆในฤดูกาล 2020-2021 และไม่ชนะใครในฟุตบอลพรีเมียร์ลีก 12 เกมติดต่อกัน

หลังเลื่อนชั้นขึ้นมาในฤดูกาล 2019-2020 ไวลเดอร์ สามารถพาทีมน้องใหม่อย่าง เชฟฟิลด์ อยู่รอดตกชั้นและยังจบฤดูกาลในครึ่งท่อนบนของศึกพรีเมียร์ลีกได้อีกด้วย

“มันยอดเยี่ยมนะที่พวกคุณพูดถึงอาชีพของคนอื่นๆได้อย่างต่อเนื่อง ผมชอบจริงๆเลย” คริส ไวลเดอร์ กล่าว

“ผมไม่เคยถูกปลดตลอดการทำงานคุมทีมกว่า 20 ปี มันเป็นการคุมทีม 911 เกม ถ้าหากว่าพวกคุณยังไม่ได้สังเกตุกัน แน่นอนว่าผมไม่กลัวเลยที่จะโดนปลด”

“แต่ผมต้องระมัดระวังเพราะว่าผมไม่ต้องการล้ำเส้นและดูเหมือนว่าผมไม่สามารถแตะต้องได้ แต่มันเป็นสิ่งที่ผมสามารถทำได้ตลอดการคุมทีมแห่งนี้ 4 ปีที่ผ่านมาและมันเป็นการเดินทางที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของเรา”

ไม่ใช่ทุกคนที่จะรัก เจมี่ วาร์ดี้ แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามเขาได้

Published by:

ไม่ใช่ทุกคนที่จะรัก เจมี่ วาร์ดี้ แต่ก็ไม่สามารถมองข้ามเขาได้

เจมี่ วาร์ดี้ เจ้าของความสูง 5 ฟุต 10 นิ้ว กับอายุ 33 ปีในปัจจุบัน เกิดที่ เชฟฟิลด์ และกำลังเล่นให้กับ เลสเตอร์ ซิตี้ โดยเส้นทางอาชีพนักฟุตบอล ผ่านการลงเล่นมาเพียง 3 สโมสรเท่านั้น กับฤดูกาล 2011-12 ที่เล่นให้กับ ฮาลิแฟ็กซ์ ทาวน์ โดยลงเล่นไป 3 ฤดูกาล ทำได้ 24 ประตู จากการลงสนาม 37 เกม ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์นอกลีกได้สำเร็จ

กับผลงานที่น่าประทับใจ วาร์ดี้ได้ย้ายไปยัง ฟลีทวู้ด ทาวน์ โดยลงสนามให้กับทีมไป 1 ฤดูกาล ทำได้ 34 ประตู จากการลงสนาม 42 เกมรวมทุกรายการ เป็น 31 ประตู จากการลงสนาม 33 เกมในคอนเฟอเรนซ์ลีก ก่อนที่จะได้ย้ายไปยังเลสเตอร์ด้วยค่าตัว 1 ล้านปอนด์ ในปี 2012 ซึ่งเป็นสถิติค่าตัวสูงสุดของลีกในเวลานั้น หลังย้ายไปร่วมทีมในแชมเปี้ยนชิพ

หลังจากผ่านฤดูกาลแรกที่น่าผิดหวังกับเลสเตอร์ เมื่อตัวเขาทำได้เพียง 5 ประตู จากการลงสนาม 34 เกม แต่ฤดูกาลถัดมาก็ทำได้ 16 ประตู จากการลงสนาม 37 เกมในแชมเปี้ยนชิพ แต่ก็ทำให้ตัวเขาถูกตั้งคำถามอยู่เหมือนกัน แต่เป็น ไนเจล เพียร์สัน นายใหญ่ของทีมในเวลานั้นที่กล่อมให้เขาอยู่สู้กับทีมต่อไป

แต่สำหรับการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก วาร์ดี้ทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ เมื่อทำไปได้ 24 ประตู จากการลงสนาม 36 เกมรวมทุกรายการ กลายเป็นนักเตะคนแรกของเลสเตอร์ เมื่อทำได้มากกว่า 20 ประตูในฤดูกาลเดียว นับตั้งแต่ปี 1985 และนักเตะยังทำประตูได้ 11 เกมติดต่อกันด้วย ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของพรีเมียร์ลีกจนถึงปัจจุบัน

แม้ในช่วงเวลาดังกล่าว วาร์ดี้จะอายุ 29 ปี แต่ตัวเขาก็ยังทำผลงานออกมาได้ดีอย่างต่อเนื่อง และถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษครั้งแรกในปี 2015 โดยในปี 2016 วาร์ดี้ทำได้ 5 ประตู จากการลงสนาม 10 เกมให้กับทีมชาติ

วาร์ดี้ยังเป็นหนึ่งในกองหน้าระดับต้นๆ ของพรีเมียร์ลีกปัจจุบัน เมื่อฤดูกาล 2019-20 นักเตะยังกลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีก หลังทำได้ 23 ประตู ในขณะที่ฤดูกาลนี้ก็ทำไปได้ 4 ประตู จากการลงสนาม 5 เกม ซึ่งรวมถึงแฮตทริคในเกมที่ช่วยให้เลสเตอร์บุกไปเอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ 5-2 เมื่อหลายสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้นักเตะมีสถิติทำได้ 197 ประตู จากการลงสนาม 397 เกมรวมทุกรายการ

กับเรื่องราวที่มากมายของวาร์ดี้ หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ย่ำแย่มาหลายครั้ง แต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้จัดการทีม ซึ่งปัจจุบันตัวนักเตะก็ตอบแทนด้วยการทำประตูให้กับทีมมาอย่างต่อเนื่องและแม้จะอายุ 33 ปีแล้ว นักเตะก็ไม่ได้แสดงอาการออกมาเลย กับสภาพร่างกายในการเล่น เมื่อความเป็นเรื่องที่นักเตะทำได้ดีมาตลอด รวมถึงอารมณ์ร่วมในเกมการแข่งขัน กับความจริงจังที่แสดงออกมาตลอดทั้งเกม

จะได้ไปต่อไหม ! หรืออาจจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของนักเตะ

Published by:

จะได้ไปต่อไหม ! หรืออาจจะเป็นฤดูกาลสุดท้ายของนักเตะ

บทความนี้เป็นเรื่องของอนาคตของนักเตะที่มีต่อสโมสร ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้อยู่กับทีม หลังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวของการพิสูจน์ตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นดาวรุ่งที่ทำผลงานได้ดี แต่ต้องพัฒนาขึ้นมากับทีมชุดใหญ่ หรือนักเตะที่เป็นตัวหลักให้กับทีมในช่วงที่ผ่านมา แต่ก็ยังได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งสุดท้ายอาจจะลงเอยตามที่หวัง หรืออาจจะไม่เป็นไปตามที่หวังก็ได้

อาร์เซน่อล – โจ วิลล็อค
ฤดูกาล 2019-20 แทบจะเป็นฤดูกาลสำหรับความหวังของนักเตะ เมื่อลงสนาม โดยลงสนามไป 29 เกมในพรีเมียร์ลีก ในขณะที่ 2 ฤดูกาลก่อนหน้านั้นลงสนามไปเพียง 4 เกมเท่านั้น แม้การลงสนามส่วนใหญ่จะเป็นตัวสำรอง แต่ก็เป็นที่ชัดเจนสำหรับความเชื่อใจในตัววิลล็อค จากมิเกล อาร์เตต้า นายใหญ่ของทีม แน่นอนว่าฤดูกาล 2020-21 จะเป็นอีกหนึ่งบทสูจน์ของนักเตะแน่นอน

เชลซี – รูเบน ลอฟตัส ชีค
ลอฟตัส-ชีค ต้องมาเจอกับอาการบาดเจ็บอีกครั้ง หลังเริ่มได้รับโอกาสลงสนาม หลังจากหายเจ็บครั้งแรก แน่นอนว่าในตลาดซื้อขายนักเตะรอบนี้ ยังไม่มีชื่อนักเตะขึ้นมาตามหน้าหนังสือพิมพ์เท่าไหร่นัก แต่ถ้านักเตะไม่ได้ย้ายออกจากสแตมฟอร์ด บริดจ์ ฤดูกาลหน้าจะเป็นอีกฤดูกาลที่สำคัญแน่นอน

ลิเวอร์พูล – แฮร์รี่ วิลสัน
ปีกที่ได้รับการคาดหวังอย่างสูง แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างผลงานที่สะดุดตาให้กับทีมชุดใหญ่ได้ จนปัจจุบันอายุเข้าสู่วัย 23 ปี ซึ่งการสอดแทรกเข้ามาอยู่ในทีมตัวจริง ถือเป็นเรื่องยากมากๆ แม้ว่าเวลานี้นักเตะจะถูกตั้งค่าตัวเอาไว้ 20 ล้านปอนด์ แต่ถ้าการย้ายทีมไม่เกิดขึ้น และนักเตะยังสร้างความว้าวให้กับทีมไม่ได้ ฤดูกาลหน้าก็คงไม่ได้ไปต่อแน่

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – จอห์น สโตนส์
สโตนส์ไม่สามารถสร้างความประทับใจให้กับเป๊ป กวาร์ดิโอล่าได้ ในช่วงที่ทีมไม่มีแว็งช็องต์ กอมปานี และอายเมริค ลาปอร์ต แถมยังต้องเสียตำแหน่งให้กับแฟร์นานดินโญ่ กองกลางตัวรับ นอกจากนาธาน อาเก้ ที่ถูกดึงมาร่วมทีมแล้ว ถ้าแมนฯ ซิตี้ ไม่ได้ใครมาเพิ่มเติม สโตนส์ก็ยังอาจจะยังมีหวังที่จะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – ดาบิด เด เกอา
การตัดสินใจต่อสัญญาฉบับใหม่กับดีน เฮนเดอร์สัน และนักเตะยืนกรานจะอยู่ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ฤดูกาล 2020-21 เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อเด เกอา โดยตรง หลังจากสร้างความผิดพลาดมาตลอด 18 เดือนหลังสุด จนมีเสียงเรียกให้เปลี่ยนตำแหน่งมือหนึ่งของทีม และจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนในอนาคตของนักเตะแน่ว่าจะได้อยู่หรือไป

ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส – ต็องกีย์ เอ็มดอมเบเล่
สถิติค่าตัวสูงสุดของสโมสรเป็นสิ่งที่ค้ำคอโชเซ่ มูรินโญ่ อยู่ในเวลานี้ หลังนักเตะไม่สามารถสร้างความประทับใจได้ แม้เดอะ สเปเชียล วัน จะเคยออกมากล่าวถึงการให้โอกาสนักเตะลงสนาม แต่เอ็มดอมเบเล่ก็ยังเป็นข่าวกับการย้ายออกจากทีมอยู่กลายๆ แต่เพื่อความยุติธรรมสำหรับนักเตะ อาจจะได้เวลาอีก 1 ฤดูกาล สำหรับการโชว์ฟอร์ม

เป๊ป ยันเอง การ์เซีย ปัดต่อสัญญาใหม่กับเรือ

Published by:

เข้าทางบาร์ซ่า ! เป๊ป ยันเอง การ์เซีย ปัดต่อสัญญาใหม่กับเรือ

เอริค การ์เซีย กองหลังของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ปฏิเสธการต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันโดย เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม โดยเป็น บาร์เซโลน่า ที่กำลังแสดงความสนใจในการดึงตัวนักเตะกลับไปสู่ทีมอีกครั้ง

ดาวรุ่งวัย 19 ปี ถูกแมนฯ ซิตี้ ดึงตัวมาจากทีมเยาวชนของบาร์ซ่าในปี 2018 แต่ทีมจากแคว้นคาตาลันต้องการดึงตัวนักเตะกลับไปร่วมทีมอีกครั้ง เพื่อปรับเกมในแดนหลังในฤดูกาลหน้า ในขณะที่ปัจจุบันการ์เซียเหลือสัญญาอยู่ในถิ่นในเอติฮัด สเตเดี้ยม จนถึงปี 2021 โดยลงเล่นให้กับทีมไปชุดใหญ่ไปทั้งหมด 19 เกม

กวาร์ดิโอล่า กล่าวว่า “เขายืนยันแล้วว่าเขาไม่ต้องการต่อสัญญาฉบับใหม่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาจะเหลือสัญญาอยู่กับทีมอีก 1 ปี หลังจากนั้น เขาไม่ต้องการต่อสัญญาฉบับใหม่ พวกเราต้องการเขา แต่เขาไม่ต้องการพวกเรา เขาต้องการเล่นให้กับทีมอื่น”

แมนฯ ซิตี้ เตรียมที่จะเปิดบ้านเจอกับเรอัล มาดริด ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย เลกสอง ในคืนวันนี้ หลังจากเลกแรกบุกไปเอาชนะได้ถึงซานติอาโก้ เบร์นาบิว ด้วยสกอร์ 2-1

5 แข้งดังที่ไม่ได้ลงสนามเลยสักนาที นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกกลับมาแข่ง

Published by:

5 แข้งดังที่ไม่ได้ลงสนามเลยสักนาที นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกกลับมาแข่ง

นับตั้งแต่ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 กลับมาแข่งขันอีกครั้งในวันที่ 17 มิถุนายน แม้หลายอย่างจะเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องแฟนบอลที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าชมเกมในสนาม และต้องเจอกับนิว นอร์มอล ทั้งนักเตะ และแฟนบอล เมื่อบรรยากาศในสนามเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมีนักเตะที่ต้องเจอกับสิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง ซึ่งบทความนี้จะเป็นเรื่องของนักเตะที่ไม่ได้ลงสนามแม้แต่นาทีเดียว นับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกกลับมาแข่งขันกันต่อ และเหลืออีกเพียง 2-3 เกมก็จะจบฤดูกาล

เจสซี่ ลินการ์ด (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

“เขากลับมาหลังจากล็อคดาวน์ พร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของเขา พร้อมกับพลังมากมาย” โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ผู้จัดการทีมกล่าว หลังส่งลินการ์ดลงเล่นในเอฟเอ คัพ 63 นาที แต่ก็ได้รับคะแนนหลังเกมเพียง 4 จาก 10 เท่านั้น ในขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ดกำลังลงตัวในเวลานี้ เมื่อไม่แพ้มาแล้ว 18 เกมติดต่อกันรวมทุกรายการ ทำให้ไม่มีที่วางพอสำหรับลินการ์ด และอาจจะถึงเวลาในการย้ายออกจากโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

เมซุต โอซิล (อาร์เซน่อล)

อนาคตของโอซิลกลายเป็นเครื่องหมายคำถามมาตลอด แต่ในเวลานี้ยิ่งจะชัดเจนเข้าไปทุกที เมื่อมิเกล อาร์เตต้า ไม่ได้เลือกส่งลงสนามเลย แม้นักเตะจะรับค่าเหนื่อยถึง 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ สิ่งเดียวที่จะทำให้การย้ายทีมไม่เกิดขึ้นก็เป็นเพราะความตั้งใจของเพลย์เมกเกอร์ชาวเยอรมันที่จะอยู่ในถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ต่อไปจนถึงปี 2021

เซอร์ดาน ชากิรี่ (ลิเวอร์พูล)

ชากิรี่ ลงสนามเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้เพียง 2 เกมเท่านั้น และแทบจะไม่มีส่วนร่วมกับทีมเลย สำหรับการคว้าแชมป์ลีกสูงสดในฤดูกาล 2019-20 ในขณะที่ลิเวอร์พูล พร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอในการปล่อยดาวเตะชาวสวิตเซอร์แลนด์ออกจากทีม ถ้าได้รับข้อเสนอ 25 ล้านปอนด์

มิชี่ บาตซูอายี่ (เชลซี)

เมื่อแฟร้งค์ แลมพาร์ด มีตัวเลือกในทีมพร้อมลงสนามเกือบทุกตำแหน่ง และด้วยฟอร์มการเล่นของโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ที่กลับมาทำประตูให้กับทีมได้อีกครั้ง สวนทางกับผลงานของแทมมี่ อับราฮัม ที่ได้รับโอกาสมาตลอดช่วงครึ่งฤดูกาลแรก ก่อนที่จะหลุดฟอร์มไป เมื่อทีมเลือกเล่นด้วยแผนการเล่นกองหน้าคนเดียว จึงทำให้ไม่มีที่ว่างพอสำหรับบาตซูอายี่

ไรอัน เซสเซยอง (ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส)

เซสเซยอง แบ็คดาวรุ่งที่เป็นข่าวกับหลายทีมใหญ่ของเกาะอังกฤษมาตลอดหลายปีหลัง ก่อนที่จะเป็นท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ที่คว้าตัวนักเตะมาร่วมทีมได้สำเร็จ แต่ด้วยนักเตะเพิ่งจะอายุ 20 ปี แม้ว่านักเตะจะไม่ได้ลงสนามเลยในเวลานี้ แต่โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ไม่ได้คิดที่จะปล่อยแบ็คซ้ายรายนี้ออกไป หลังมีรายงานข่าวว่า บาร์เซโลน่า แสดงความสนใจ

โรนัลโด้ คือนักเตะที่แย่ที่สุดในสนาม กับนัดชิง โคปปา อิตาเลีย

Published by:

โรนัลโด้ คือนักเตะที่แย่ที่สุดในสนาม กับนัดชิง โคปปา อิตาเลีย

คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นนักเตะที่แย่ที่สุดในสนามฟุตบอลนัดชิงชนะเลิศ โคปปา อิตาเลีย โดยเป็นการพบกันของ ยูเวนตุส และ นาโปลี ในกรุงโรม เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา ก่อนที่ทีมของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ จะแพ้ในการดวลจุดโทษ หลังเสมอกันในเวลาปกติ

โรนัลโด้คว้าชัยชนะในนัดชิงชนะเลิศ มา 11 รายการในช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2014 ถึงเดือนมิถุนายน ปี 2019 แต่ต้องมาแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ 2 ครั้งติดต่อกัน ในเวลานี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกตลอดเส้นทางการค้าแข้งของดาวเตะชาวโปรตุเกส หลังนาโปลีคว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย ไปได้สำเร็จ

กองหน้าวัย 35 ปี แสดงความหงุดหงิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด หลังเปาโล ดีบาล่า และดานิโล่ สองนักเตะที่ยิงจุดโทษของยูเวนตุสพลาดตั้งแต่ 2 คนแรก และทำให้โรนัลโด้ ซึ่งเป็นคนสุดท้ายไม่ได้ยิง หลังนักเตะของนาโปลียิงเข้าทั้งหมดใน 4 คนแรก

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปถึงฟอร์มการเล่นของโรนัลโด้ เกมนี้ไม่ได้เป็นเกมที่นักเตะสร้างความประทับใจออกมาได้เลย และอาจจะแย่ที่สุดในสนามด้วยซ้ำ ยิ่งตอกย้ำถึงการเป็นนักเตะที่ต้องดิ้นรนอย่างหนักในการลงเล่นในแผนของซาร์รี่

ลูก้า โทนี่ อดีตกองหน้าของยูเวนตุสไม่ประทับใจกับฟอร์มการเล่นของโรนัลโด้ และกล่าวกับไร สปอร์ต ว่า “โรนัลโด้ต้องดิ้นรนอย่างหนักในการเอาชนะคู่แข่ง”

แม้ฟอร์มการเล่นของโรนัลโด้จะเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลายคนสนใจ แต่เรื่องที่หนักกว่านั้นก็คือ คำถามในแผนการเล่นของซาร์รี่ หรือที่เรียกกันว่า ซาร์รี่บอล ในขณะที่โค้ชวัย 61 ปี รู้สึกหงุดหงิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด หลังถูกสื่อถามหลังจบเกมนี้ เกี่ยวกับความสำเร็จในอิตาลีที่ตัวเขาไม่เคยทำได้เลย

แน่นอนว่า ส่วนหนึ่งจะเป็นผลมาจากการที่เกมการแข่งขันถูกหยุดมาถึง 3 เดือน จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 และสภาพความฟิตของนักเตะไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ และผลงานของยูเวนตุสก็ไม่ได้ทำออกมาได้ดีก่อนไวรัสระบาด เมื่อลงเล่น 10 เกมหลังสุดรวมทุกรายการ ชนะได้เพียง 4 เกม

จานลุยจิ บุฟฟ่อน เป็นนักเตะที่โชว์ฟอร์มออกมาได้ดีที่สุดในเกมนี้ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ช่วยทีมจนรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ โดยเฉพาะจังหวะเซฟประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ โดยมือกาวชาวอิตาลี เคยกล่าวว่า ทรงบอลของยูเวนตุส กับภายใต้การคุมทีมของซาร์รี่ จะออกดอกออกผลในฤดูกาลหน้า แต่เมื่อมองถึงผลงานในเวลานี้ ยิ่งสร้างความไม่มั่นใจออกมาว่า ผู้บริหารของทีมจะมีความอดทนเพียงพอหรือไม่ เมื่อส่งผลถึงฟอร์มการเล่นของโรนัลโด้ด้วย

คนไม่เห็นด้วยกับการแข่งพรีเมียร์ลีกต่อ ไม่ใช่เพราะหงส์จะเป็นแชมป์

Published by:

คนไม่เห็นด้วยกับการแข่งพรีเมียร์ลีกต่อ ไม่ใช่เพราะหงส์จะเป็นแชมป์

วงการฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังคงมุ่งมั่นที่จะกลับมาแข่งขันฟุตบอลอีกครั้งในเดือนมิถุนายน แม้ปัจจุบันยังมีสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในขณะที่ยังมีคนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการที่จะกลับมาแข่งขันอีกครั้ง

กีฬาเกือบทุกชนิดต้องถูกหยุดลงไปเมื่อตอนที่ไวรัสระบาดอย่างหนักในเดือนมีนาคม ในขณะที่อเล็กซานเดอร์ เซเฟริน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป กล่าวว่า จะมีการประกาศเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลยุโรปอีกครึ่งหนึ่งในวันที่ 25 พฤษภาคม เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการแข่งขัน

ฟุตบอลฝรั่งเศส และฮอลแลนด์ ตัดสินใจตัดจบฤดูกาล 2019-20 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะที่พรีเมียร์ลีกยังต้องการกลับมาแข่งขันต่อ กับ 92 เกมที่เหลือในฤดูกาลนี้ เมื่อลีกมองถึงความเสียหายที่จะได้รับ หากไม่สามารถแข่งขันฟุตบอลในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาลได้ โดยอาจจะได้รับผลกระทบเป็นเงินจำนวน 762 ล้านปอนด์เลยทีเดียว เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสด

พรีเมียร์ลีกยืนยันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการแข่งขันเพื่อให้มีทีมแชมป์, พื้นที่ไปเล่นฟุตบอลยุโรป, ตกชั้น และเลื่อนชั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา และไม่ให้มีการฟ้องร้องในภายหลัง หากต้องตัดจบฤดูกาล เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฟุตบอลฝรั่งเศส และฮอลแลนด์

อังเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีของเยอรมัน อนุญาตให้ฟุตบอลบุนเดสลีกา และบุนเดสลีกา 2 กลับมาแข่งขันอีกครั้งในเดือนนี้ ก่อนที่จะมีการประกาศออกมาว่า จะเริ่มแข่งขันกันในสัปดาห์หน้านี้เลย แม้เยอรมันจะพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กว่า 169,000 ราย และเสียชีวิต 7,300 ราย ในขณะที่สหราชอาณาจักรพบผู้ติดเชื้อ 207,900 ราย และเสียชีวิต 30,600 ราย

กับความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสยังเป็นอีกเรื่องที่ต้องนำมาคิดในเวลานี้ กับจำนวนแพทย์ และอุปกรณ์ในการตรวจเชื้อของผู้ที่เกี่ยวข้อง หากพรีเมียร์ลีกกลับมาแข่งขันอีกครั้ง โดยมีการประเมินว่า อาจจะมีคนถึง 40,000 คน ทั้งนักเตะ, ทีมงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเกมการแข่งขัน กับการแข่งขัน 92 เกมที่เหลือ ที่ต้องมีส่วนร่วมกับกิจกรรมนี้

เควิน ปาร์คเกอร์ ที่เป็นแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “พวกเรายังอยู่ในท่ามกลางการระบาดของไวรัสครั้งใหญ่นี้ และก็ยังมีผู้คนที่เสียชีวิตในจำนวนที่สูงมากในชีวิตประจำวัน หลายคนคิดที่จะให้นักเตะอยู่ห่างจากครอบครัวของพวกเขาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพื่อเล่นฟุตบอลแบบปิดสนาม ผมคิดว่า มันไม่ถูกต้องสำหรับผม”

“มันไม่เกี่ยวว่า ลิเวอร์พูลจะไม่ได้แชมป์ โดยส่วนตัว ผมคิดว่า ลิเวอร์พูลสมควรได้แชมป์ ถ้ามันไม่สามารถแข่งขันกันต่อได้ พวกเขาเป็นทีมที่ดีที่สุดในลีกฤดูกาลนี้ ผมคิดว่า พวกเขาควรจะมองหาทางมอบแชมป์ให้กับลิเวอร์พูล แต่ผมก็ไม่สบายใจสำหรับการแข่งขันต่อ แม้จะลงเล่นกันแบบสนามปิด ทั้งที่มาตรการล็อคดาวน์ยังมีอยู่”

THE HERO ตำนานเหล่านักเตะผู้ยิงประตูชัยในฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ

Published by:

ประวัติบอลโลกยุคเก่า

เฮลมุท ราห์น (เยอรมันตะวันตก VS ฮังการี : ฟุตบอลโลก 1950 รอบชิงชนะเลิศ)

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1950 เป็นการแข่งขันที่ไม่ว่าแฟนบอลคนไหนก็ต้องคิดว่า ทีมชาติฮังการี น่าจะคว้าแชมป์โลกแบบสบายๆ เพราะคู่ต่อสู้ของพวกเขาก็คือทีมชาติเยอรมันตะวันตกที่เคยโดนพวกเขาขยี้มาแล้วในรอบแบ่งกลุ่มถึง 8-3 เรียกง่ายๆว่าในสายตาของนักเตะฮังการียุค “เมจิก แมกยาร์” ทีมอย่างเยอรมันไม่ใช่คู่มือของพวกเขาเลยทีเดียว ฮังการี เพียบพร้อมไปด้วยนักเตะเกมรุกฝีเท้าดีหลายคน ไล่ตั้งแต่ นานดอร์ ไฮเดกกูตี , โซลตัน ซิบอร์ , เฟเรนซ์ ปุสกัส , ซานโดร ค็อกซิส และอีกมากมายที่พร้อมทะลวงประตูฝั่งตรงข้าม

และการแข่งขันในนัดนี้ก็เกือบจะเหมือนเกมในรอบแบ่งกลุ่ม เมื่อฮังการียิงนำไป 2-0 แต่ว่าเยอรมันก็ยังคงไม่ยอมแพ้ ไล่ตีเสมอเป็น 2-2 ได้สำเร็จ และความระทึกก็เกิดขึ้นเมื่อตัวของ เฮลมุท ราห์น ดาวซัลโวตัวเก่งของทีมชาติเยอรมัน จัดการตะบันประตูให้เยอรมันพลิกขึ้นนำแบบช็อกโลก 3-2 หลังจากนั้น ปุสกัส มีโอกาสยิงเข้าประตูเช่นกัน แต่แทนที่มันจะเป็นสกอร์เสมอกัน 3-3 แต่กรรมการก็เป่าฟาล์วไปก่อน ทำให้ฮังการีฝันสลายทันที ! เยอรมันตะวันตกคว้าแชมป์โลกมาครองได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และตัวของ ราห์น ก็กลายเป็นวีรบุรุษของคนทั้งชาติไปในพริบตา

แกร์ด มุลเลอร์ (เยอรมันตะวันตก VS ฮอลแลนด์ : ฟุตบอลโลก 1974 รอบชิงชนะเลิศ)

เยอรมันนั้นหมายมั่นปั้นมือที่จะคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 มาครองให้ได้ โดยในหนนี้พวกเขาทะลุมาถึงรอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง และหวังว่าจะชูถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกในแผ่นดินตัวเองให้ได้ และคู่ต่อสู้ของพวกเขาก็คือ ฮอลแลนด์ ที่กำลังฟอร์มร้อนแรงด้วยระบบการเล่น “โททัลฟุตบอล” อันเกรียงไกร นำทัพมาโดย โยฮัน ครัฟฟ์ แถมยังมีดาวดังมากมายเต็มทีมที่ทำให้นักเตะเยอรมันต้องปวดหัวในการตามประกบด้วยแน่นอน

ฝั่งของเยอรมันก็ใช่ย่อย พวกเขามีสตาร์นักเตะฝีเท้าดีจากโกล์ยันกองหน้าเลยทีเดียว และนักเตะที่พวกเขาฝากความหวังไว้ในการทำประตูก็คือ “แดร์ บ็อมเบอร์” แกร์ด มุลเลอร์ ดาวยิงฝีเท้าดีที่ระเบิดตาข่ายได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียวในทัวร์นาเมนต์นี้ ฮอลแลนด์ ได้ประตูขึ้นนำตั้งแต่ไม่กี่นาทีแรก จากจังหวะที่ ครัฟฟ์ โดนรวบล้มในเขตโทษ แล้วก็เป็น โยฮัน นีสเก้น ที่ซัดตีเสมอให้กับทีมได้สำเร็จ แต่จากนั้น เยอรมันตะวันตกก็กลับมาได้และตีเสมอฮอลแลนด์ได้จากจุดโทษเช่นกัน

แต่แล้วในช่วงก่อนที่เกมการแข่งขันครึ่งแรกจะจบลง เยอรมันเป็นฝ่ายบุก และตัวของ ไรเนอร์ บอนฮอฟ จอมทัพจากทีมมึนเข่นกลัดบัค ก็เป็นคนจ่ายบอลใส่พานทองให้ แกร์ด มุลเลอร์ พลิกกลับตัวยิงเข้าไปอย่างเด็ดขาดให้เยอรมันพลิกขึ้นนำ 2-1 ก่อนจบครึ่งแรก และจากนั้นในช่วง 45 นาทีหลัง ฮอลแลนด์รุมยิงให้ตายยังไงก็ไม่ผ่านมือ เซปป์ ไมเออร์ เข้าไปได้เลย จนท้ายที่สุด เยอรมันตะวันตกก็คว้าแชมป์โลกไปครองได้เป็นสมัยที่ 2 ด้วยฝีเท้าของ มุลเลอร์ ล้วนๆ

ฮอร์เก้ เบอร์รูชาก้า (อาร์เจนตินา VS เยอรมันตะวันตก : ฟุตบอลโลก 1986 รอบชิงชนะเลิศ)

มันคือเกมสุดคลาสสิกอย่างแท้จริง ในเกมนี้ตอนแรกนั้น อาร์เจนตินา เป็นฝ่ายนำเยอรมันตะวันตกอยู่ 2-0 จากนั้นเยอรมันตะวันตกก็สวมบทแข้งจอมคัมแบ๊กสามารถรัว 2 ประตูใส่อาร์เจนตินาจนตีเสมอเป็นสกอร์ ผลบอลสด 2-2 ได้สำเร็จ และหลายๆคนก็อาจจะคิดว่า อาร์เจนตินา อาจจะถอดใจไปแล้วก็ได้ แต่เปล่าเลย เพราะตราบใดที่อาร์เจนตินายังมีนักเตะที่ชื่อว่า ดิเอโก้ มาราโดนา อยู่ในทีมนั้น ทุกอย่างเป็นไปได้ เพราะต่อให้เขาไม่ได้ยิงประตู แต่เขาก็ยังสร้างสิ่งมหัศจรรย์ในสนามได้อยู่ดี เช่น “แอสซิสต์”

มาราโดนา ครองบอลอยู่บริเวณกลางสนาม และในพริบตานั้น เขาก็โชว์การวางบอลใส่พานด้วยซ้ายข้างถนัด ส่งบอลทะลุให้ตัวของ ฮอร์เก้ เบอร์รูชาก้า ดาวเตะตัวจี๊ดได้โอกาสหลุดเดี่ยววิ่งไปรับบอลแล้วพาบอลเข้าเขตโทษก็จะสังหารเข้าไปอย่างเด็ดขาด กลายเป็นประตูชัยให้กับ อาร์เจนตินา จนคว้าแชมป์โลกไปครองได้เป็นสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ ซึ่งมันคือการกลับมาเป็นแชมป์โลกได้อีกครั้งในช่วงเวลาห่างจากสมัยแรกเพียงแค่ 8 ปีเท่านั้น

แอนดี้ เบรเมห์ (อาร์เจนตินา VS เยอรมันตะวันตก : ฟุตบอลโลก 1990 รอบชิงชนะเลิศ)

มันคือการรีแมตข์นัดชิงชนะเลิศปี 1986 อีกครั้ง และมันห่างกันแค่ 4 ปีเท่านั้น อาร์เจนตินา ก็กลับมาเจอกับ เยอรมันอีกครั้งหนึ่ง นัดเตะก็แทบจะถอดมาจากนัดชิงเมื่อ 4 ปีก่อนทั้งสองทีมเลยทีเดียว และในเกนี้ อาร์เจนตินา ก็ยังหวังพึ่งการทำเกมของ ดิเอโก้ มาราโดนา อยู่เช่นเดิม

แต่ว่าเยอรมันเองก็ทำการบ้านมาดี พวกเขาล็อกตายตัวของ มาราโดนา ที่เริ่มตุ้ยนุ้ยแล้วได้สำเร็จ และในช่วงนาทีที่ 85 อาร์เจนตินาก็เสียจุดโทษให้กับเยอรมันแบบน่ากังขา ทางตัวของ โลธาร์ มัทเธอุส จอมทัพกัปตันทีมเยอรมันไม่กล้าเสี่ยงยิงเอง เขาให้ แอนดี้ เบรเมห์ แบ็กซ้ายดินระเบิดเป็นคนยิง และตัวของ เบรเมห์ ก็จัดการซัดด้วยเท้าขวาข้าง “ถนัดน้อยกว่าซ้าย” เข้าประตูไปอย่างเด็ดขาด ส่งผลให้เยอรมันคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ไปครองในที่สุด ล้างแค้นอาร์เจนตินาได้สำเร็จ

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ จู๊ด เบลลิ่งแฮม ยอดดาวรุ่งชาวอังกฤษ

Published by:

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ จู๊ด เบลลิ่งแฮม ยอดดาวรุ่งชาวอังกฤษ

จู๊ด เบลลิงแฮม กองกลางดาวรุ่งอนาคตไกลชาวอังกฤษ ของเบอร์มิงแฮม ซิตี้ สโมสรดังแห่งศึกเดอะ แชมเปี้ยนชิพ กำลังถูกพูดถึงอย่างมาก และได้รับการคาดหมายว่า เขาจะก้าวขึ้นมาเป็นแข้งระดับท็อปของเมืองผู้ดีในอนาคต จากฝีเท้าที่โดดเด่นของเบลลิงแฮมนั้น ทำให้เขาตกเป็นข่าวเชื่อมโยงกับบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ มากมาย อาทิ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซน่อล, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, ลิเวอร์พูล, วูล์ฟแฮมป์ตัน และ เชลซี แต่เป็นทางแมนยูที่มีข่าวว่า มีโอกาสจะได้ตัวเขาไปเสริมทัพมากที่สุด ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เบลลิงแฮม มีชื่อติดในอันดับ 50 ผู้เล่นดาวรุ่งที่มีฝีเท้าที่น่าตื่นเต้นที่สุดในเมืองผู้ดี โดยดาวเตะวัย 16 ปี อยู่ลำดับที่ 49 แต่มันก็ไม่เลวเลยกับการที่เขาเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่อยู่ในการจัดอันดับ และหากมองจะการได้ก้าวเข้ามาสู่ทีมชุดใหญ่ของ เบอร์มิงแฮม ด้วยวัยเพียงเท่านี้

เบลลิงแฮม เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางโดยธรรมชาติ เขาสามารถใช้งานทั้ง 2 เท้าได้อย่างชำนาญ, มีวิสัยทัศน์ที่ดี และเล่นด้วยความมั่นใจ นอกจากนี้ ดาวรุ่งชาวอังกฤษ ยังเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียนหนังสือหลังจากที่เขาได้รับทุนการศึกษา 2 ปี จาก เบอร์มิงแฮม ในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ขณะเดียวกัน ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้วนั้น ในวัย 16 ปี และอีก 38 วัน เบลลิงแฮม กลายเป็นผู้เล่นชุดแรกที่อายุน้อยที่สุดของเบอร์มิงแฮม ที่ทำประตูได้โดยทำลายสถิติของ เทรเวอร์ ฟรานซิส อดีตหัวหอก “ตราลูกโลก” ที่เคยทำเอาไว้เมื่อ 39 ปีที่แล้ว นอกจากนี้ การเชื่อมต่อกับครอบครัวของ เบลลิงแฮม เป็นสิ่งสำคัญ โดย จู๊ด เป็นบุตรชายคนโตของ มาร์ค เบลลิงแฮม ซึ่งครอบครัวของเขาอาศัยอยู่ในแถบ West Midlands และคุณพ่อของเขาเคยเป็นนักฟุตบอลให้กับทีมนอกลีก สถิติเป็นสิ่งที่คลุมเครือในวงการฟุตบอล แต่ มาร์ค คุณพ่อของ จู๊ด เคยเป็นกองหน้าให้กับหลายๆทีมในนอกลีกอีพอย่าง เลมิงตัน, ซัตตัน โคลด์ฟิลด์ และ สตูร์บริดจ์ และเขาทำประตูได้อย่างมากมายถึงหลัก 100 ประตู ซึ่งบางคนอาจคิดว่ามันเหลือเชื่อ

เบลลิงแฮม เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางโดยธรรมชาติ

ในการถกเถียงอย่างไม่สิ้นสุดถึงความเก่งกาจของ ลิโอเนล เมสซี่ จอมทัพชาวอาร์เจนติน่า ของบาร์เซโลน่า ในศึกลาลีกา สเปน และ คริสเตียโน โรนัลโด้ ปีกทีมชาติโปรตุเกสของยูเวนตุส ในศึกกัลโช่ เซเรีย อา นั้น เบลลิงแฮม ดูเหมือนจะเป็นแฟนตัวยงของ เมสซี่ เบลลิงแฮม เคยโพสต์ลงทวิตเตอรฺส่วนตัวของเขาระบุว่า เมสซี่ เป็นนักเตะหมายเลข 10 ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล และมันไม่น่าแปลกใจเลยที่เขาจะสนับสนุนจอมทัพ บาร์เซโลน่า เนื่องจากทั้งคู่มีลักษณะการเล่นคล้ายคลึงกันเป็นอย่างมาก ในการเล่นฟุตบอลระดับเยาวชนอาจเป็นเรื่องที่ยุติธรรมที่จะกล่าวว่า นักเตะดาวรุ่งส่วนใหญ่มักจะยังขาดทักษะความเป็นผู้นำใดๆในสนาม เมื่ออายุเพียง 16 ปี แต่ เบลลิงแฮม คือสิ่งที่แตกต่างออกไป เพราะเขาเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษที่อายุต่ำกว่า 17 ปี ในทัวร์นาเมสต์ Syrenka Cup เมื่อปีที่แล้ว นอกจากนี้ ในการแข่งขันรายการดังกล่าว เบลลิงแฮม ยังคว้ารางวัล Player of the Tournament มาครองได้อีกด้วย โดยดาวเตะตราลูกโลก ซัดประตูในเกมกับ ฟินแลนด์ และออสเตรีย ก่อนที่เชลซีจะแพ้การดวลจุดโทษให้กับ โปแลนด์ ในรอบชิงชนะเลิศ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในอนาคต เบลลิงแฮม จะยังคงค้าแข้งอยู่กับ เบอร์มิงแฮม ได้ไม่นาน เพราะฝีเท้าของเขาสามารถเล่นในลีกระดับท็อปของยุโรปได้อย่างสบาย และน่าสนใจว่า ทีมใดจะได้ตัวมิดฟิลด์ดาวรุ่งรายนี้ไปร่วมทีม